&Follow SJoin OnSugar

Email |
|

การออกกำลังกายดีอย่างเลยเชื่อ | วิธีลดความอ้วน

เกี่ยวกับ วิธีลดความอ้วน

สิ่งสำคัญของการออกกำลังกายอีกประการหนึ่งได้แก่ ความสม่ำเสมอ แม้การขยับเขยื้อนร่างกายมากกว่าปกติจะเป็นเรื่องดี แต่คุณ จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากกว่า หากคุณออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเรื่องที่จะลืมไม่ได้สำหรับการออก กำลังกายเพื่อสุขภาพหัวใจ คือ การเร่งจังหวะการออกกำลังกายการรักษาระดับ และการทำอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของ ปอดและหัวใจ ต้องให้ความ สำคัญกับ Heart Rate หรือ อัตราการเต้นของหัวใจ

อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด = 220 - อายุของคุณ

เป้าหมายอัตราการเต้นของหัวใจ = (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด x 0.5) และ (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด x 0.75)

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีลดความอ้วน
ฮูลาฮูป...ทางเลือกที่เหมาะกับคุณ | วิธีลดความอ้วน

Email |
|

กำจัดพุงของหนุ่ม ๆ ง่ายนิดเดียว | วิธีลดความอ้วน

เกี่ยวกับ วิธีลดความอ้วน

แนะนำวิธีลดพุงให้คุณสาว ๆ มามากแล้ว ขอแนะนำวิธีลดพุงให้คุณหนุ่ม ๆ กันบ้าง จะมีวิธีไหนบ้าง เรานำคำตอบมาบอกแล้ว

1. ร่างกายไม่สามารถเลือกกำจัดเฉพาะไขมันที่พอกอยู่ที่พุงได้ คุณต้องกระตุ้นการเผาผลาญไขมันทั้งตัว ทำได้ง่าย ๆ โดยเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน เช่น เดินขึ้นลงบันไดแทนขึ้นลิฟต์ หรือจอดรถไกลๆ แล้วเดินเร็ว ๆ เพื่อให้ทันเข้าประชุม หรือซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่สัก 2 ขวดหิวไว้ให้แขนทั้งสองข้างก่อน เริ่มเดินช็อปปิ้งกับหวานใจ และหากเธอทำงานอยู่ใกล้ ๆ ลองงดการโทรศัพท์ แล้วใช้วิธีเดินไปหาแทน จะได้เผาผลาญไขมันที่สะสมให้เป็นเพลิงรักของคุณเสีย

2. งานวิจัยยืนยันมาว่า ไขมันจะสลายตัวได้ง่ายหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็น ดังนั้นช่วงลดหน้าท้อง อาจต้องงดอบซาวนา หรือสตรีมสักเดือน หันมาอาบน้ำเย็นหลังการออกกำลังกาย แถมยังได้ช่วยชาติประหยัดพลังงาน อีกต่างหาก

3. เหล้าและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง มีผลทำให้พุงคุณป่องออกมาได้ เพราะฉะนั้นลงมือจัดการเกี่ยวกับตัวปัญหาตั้งแต่วันนี้กันเลย

4. เข้านอนเร็ว ดับไฟ งดดูทีวีก่อนนอน ฝึกทำสมาธิเพื่อการหลับสมบูรณ์ที่สุด เพื่อโกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาในช่วงหลับ เป็นกุญแจสำคัญที่เร่งการเผาผลาญไขมันได้อย่างราบคาบ

5. ทานมื้อเย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะมีผลต่อการหลั่งโกรทฮอร์โมน เพราะฉะนั้น วางแผนกินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น งดปาร์ตี้และบุฟเฟต์รอบดึก เผลอ ๆ สิ้นเดือนอาจเหลือค่าขนมมาซื้อกางเกงตัวใหม่ ต้อนรับเอวที่กระชับของคุณได้

6. ควบคุมการทำงานในช่องปากของคุณในแต่ละมื้อ การรับประทานอาหารช้า ๆ จะช่วยควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ และควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายครบถ้วนทุกมื้อถ้าเป็นไปได้

7. อย่ามัวแต่บริหารหน้าท้องอย่างเดียว คุณต้องกระตุ้นการเผาผลาญไขมันทั้งตัวด้วย การเน้นกล้ามเนื้อท้องอาจทำให้หน้าท้องคุณกลายเป็นซิกแพ็ก แต่ถ้าไขมันไม่หายไปซิกแพ็กก็อาจเหลือแค่แพ็กเดียว ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า การเล่นกล้ามเนื้อต้นขา และสะโพกเป็นการกระตุ้นการเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด

8. ไม่ต้องถึงกับฟิตหน้าท้องทุกวันหรอก ลองจัดโปรแกรมฟิตกล้ามเนื้อหน้าท้อง 2-3 เซ็ต ไว้สักสองวันต่อสัปดาห์ สลับกับการเล่นส่วนอื่น ๆ ด้วยการเล่นที่เหมาะสมอาจทำให้กล้ามเนื้อมีเวลาฟอร์มตัวได้ดีกว่า และทำให้กล้ามท้องเกิดได้เร็วกว่าด้วย

9. จุดอ่อนที่ทำให้พุงเกิดอยู่เสมอคือ คุณมีท่ายืนหลังค่อม ทำให้พุงดูเป็นกองไขมันน่าเกลียดน่ากลัว แม้จะไม่อ้วนก็ตามที การยืนหลังตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง จะกระตุ้นกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ตึงตัวตลอดเวลา ฝึกยืน เดิน และออกกำลังกายในท่าตรงหลังเสมอ จะทำให้คุณสมาร์ตทั้งตัวครับ ไม่ใช่แค่พุง

10. ท่าบริหารหน้าท้องที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ ท่านอนยกขาหนีบ เท้าลอย ยกศีรษะ เรียกว่า Abs Crunch with Leg Lift ถ้าให้ทันสมัยและเวิร์กยิ่งขึ้น ก้ต้องทำบนลูกบอลออกกำลังกาย

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีลดความอ้วน
ที่ทำงานกำลังทำให้คุณอ้วน | วิธีลดความอ้วน

Email |
|

สุดยอดอาหาร เพื่อหน้าท้องแบนราบ | วิธีลดความอ้วน

เกี่ยวกับ วิธีลดความอ้วน

เพื่อให้ใส่ชุดไปปาร์ตี้ได้สวยดังใจ มาลองปรับเปลี่ยนนิสัยการกินเพื่อให้หน้าท้องแบนราบ ด้วยสุดยอดอาหารดี 6 อย่าง

อะโวคาโด

สุดยอดพลัง : ต่อสู้กับไขมัน

อะโวคาโดเป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงเลยเชียว ถ้าพูดถึงอาหารลดหน้าท้อง ด้วยไขมันอิ่มตัวชนิดเดี่ยวที่มีผลการวิจัยออกมาว่า ผู้ไดเอ็ตที่บริโภคไขมันชนิดนี้ มีหน้าท้องลดลงมากกว่าผู้ไดเอ็ตที่บริโภคแคลอรีเท่ากัน แต่ไม่มีไขมันตัวนี้

ช่วยได้อย่างไร : จุดสูงสุดของระดับน้ำตาลในเลือดนั้น ส่งสัญญาณให้ร่างกายกักเก็บไขมันไว้ที่ส่วนกลาง แต่ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเดี่ยว ช่วยขัดขวางการสะสมของไขมัน อะโวคาโดครึ่งลูกมีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายถึง 10 กรัม

ชาเขียว

สุดยอดพลัง : ตัวเร่งเมตาบอลิซึ่ม

ลองเปิดเผยซิกซ์แพ็กของคุณด้วยการละลายไขมัน การดื่มชาเขียววันละ 3 ถ้วยนั้น ช่วยกระตุ้นเมตาบอลิซึม และช่วยกำจัดได้ถึง 30 แคลอรีในแต่ละวัน

ช่วยได้อย่างไร : สารอีจีซีจีในชาเขียวช่วยให้คุณย่างสดเจ้าไขมันให้สลายไปได้ง่ายขึ้น การเผาผลาญมากเป็นพิเศษนี้อาจช่วยให้น้ำหนักคุณลดได้ถึงปีละ 1.4 กิโลกรัม

โยเกิร์ต

สุดยอดพลัง : ลดหน้าท้องทันใจ

พุงน้อย ๆ ที่เห็นได้เมื่อใส่บิกินี จัดการได้ด้วยการกินโยเกิร์ตชนิดโพรไบโอติก ที่มีจุลินทรีย์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ช่วยได้อย่างไร : โยเกิร์ตเข้มข้นหนึ่งถ้วย จะช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ของคุณ และช่วยกำจัดสารจุลินทรีย์ที่ทำให้มีส่วนเกินที่หน้าท้องได้

ข้าวสาลี

สุดยอดพลัง : ลดเซลล์ไขมัน

ผู้ที่บริโภคโฮลวีตสามารถลดไขมันที่ทำให้เกิดหน้าท้อง ได้มากกว่าผู้รับประทานธัญพืชขัดสี โดยที่ข้าวสาลีนางเอกของเรา เพียงแค่ครึ่งถ้วยก็มีปริมาณไฟเบอร์มากกว่า 4 กรัม และแคลอรีน้อยกว่าถึง 76 แคลอรี เมื่อเทียบกับธัญพืชอื่น ๆ

ช่วยได้อย่างไร : ข้าวสาลีมีไฟเบอร์ที่ทำให้อินซูลินในร่างกายมีปริมาณต่ำ ที่อาจช่วยทำให้เซลล์ไขมันหดตัวจนลดจำนวนลงได้

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีลดความอ้วน
ไขมัน ไม่ได้สะสมอยู่ในคนอ้วนเท่านั้น | วิธีลดความอ้วน

Email |
|

คิดจะผอม อย่าละเลยสุขภาพภายใน | วิธีลดความอ้วน

เกี่ยวกับ วิธีลดความอ้วน

การไดเอ็ตแบบสุขภาพดี จะช่วยให้ร่างกายจะไม่โหยโรยแรง ผิวพรรณไม่เหี่ยว เราจึงมีข้อแนะนำดี ๆ สำหรับสาว ๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาลดน้ำหนักมาฝาก

โดยระหว่างที่คุณกำลังตั้งใจลดน้ำหนัก คุณไม่ควรยกเลิกมื้อใดมื้อหนึ่งไปเลย เพราะอาจยิ่งทำให้คุณหิวเพิ่มขึ้น แต่อาจชดเชยด้วยเครื่องดื่มเวย์โปรตีน (Whey Protein) แทนในมื้ออาหารนั้น และอย่าคิดรับประทานของว่างด้วยผลไม้เปล่า ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มระดับสูงขึ้น ลองผสมกันระหว่างผักและผลไม้ในปริมาณที่สมดุลกัน

นอกจากนี้ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าสะอาดเยอะ ๆ หรือเลือกดื่มชาสมุนไพรที่คุณชอบก็ได้ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ แต่ขอเตือนว่า อย่าเติมน้ำตาลลงในชาให้มากเกินไปล่ะ เดี๋ยวการลดน้ำหนักของคุณจะไม่ได้ผล

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีลดความอ้วน
กินช็อกโกแลตอย่างไร ไม่ให้เสียแผนไดเอ็ต | วิธีลดความอ้วน

Email |
|

ทานแป้งอย่างไร ไม่ให้อ้วน | วิธีลดความอ้วน

เกี่ยวกับ วิธีลดความอ้วน

มีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน นั่นคือ

การเลือกกินแป้งและน้ำตาล ที่มีดัชนี ไกลซีมิก ต่ำ ดัชนี ไกลซีมิก จะเป็นตัววัดว่า อาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของกลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไร ระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้น

โดยปกติ กลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่น ๆ ก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55-70 จัดว่ามีค่าอยู่ขั้นปานกลาง และระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูง

ดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไป ก็เลือกกินแป้งและน้ำตาลที่มีค่าไกลซีมิกต่ำนั่นเอง
ตัวอย่าง แป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกสูง เช่น ขนมปัง (แม้แต่โฮลวีทที่มีวิตามินเยอะก็สูง) วัฟเฟิล แครกเกอร์ ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็น เฟรนฟราย หรือ อบ

ตัวอย่าง แป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ เช่น พวกแป้งและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วโดยส่วนใหญ่ น้ำตาลในผลไม้ ข้าวซ้อมมือ พาสต้า หรือ สปาเก็ตตี้

ทำไมจึงต้องเลือกทานอาหารตามค่าดัชนีไกลซีมิก เป็นเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นของการทานอาหารที่มีดัชนีไกลซีมิกสูง ๆ คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการฟอกสีและกระบวนการผลิต ที่ทำให้อาหารที่มีค่า ไกลซีมิก ต่ำกลายเป็นอาหารที่มีค่าไกลซีมิก สูง อย่างเช่น พวกแป้งขัดขาวที่นำมาทำเป็นขนมปัง เป็นต้น

เคยสังเกตถึงคนชาวพื้นเมืองของอเมริกัน ที่แต่เดิมกินพวก หัวเผือกหัวมัน ถั่ว ข้าวโพด อาหารที่เส้นใย ผลไม้ ซึ่งมีค่าไกลซีมิกต่ำ แต่เมื่อพวกนี้เปลี่ยนมากินอาหารแบบคนเมือง คือ อาหารฟาสฟู๊ด น้ำอัดลม ขนมอบต่าง ๆ ปรากฏว่า กลายเป็นคนอ้วนไปต่าม ๆ กัน พร้อมทั้งมีปัญหาโรคเบาหวานมากขึ้น ดังนั้น ไม่ถึงกับต้องงดหรือลดการทานแป้งและน้ำตาลทั้งหมด แต่ให้เลือกอาหารพวกที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ เป็นหลัก ก็สามารถช่วยลดจำนวนน้ำตาลที่จะสะสมในร่างกายได้

การออกกำลังกาย สิ่งสำคัญอีกอย่าง ที่ควรทำควบคู่ไปกับการควบคุมปริมาณอาหาร นอกจากนี้การออกกำลังกายจะไปกระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ กลูคากอน ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาระดับของกลูโคสในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป โดยการไปสลายไกลโครเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคส รวมไปถึงการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้ด้วย การออกกำลังกายจึงช่วยให้ความอ้วนผอมลงได้ และปริมาณน้ำหนักก็จะลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

ใครที่ต้องการลดความอ้วน ลองนำเอาหลักนี้ไปใช้ดู เลือกทานอาหารอย่างรู้ทัน ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้ก็จะมีหุ่นที่ผอมเพรียวได้ดั่งใจแล้ว

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับวิธีลดความอ้วน
5 วิธียืดตัว...ให้ตัวสูงพร้อมลดหุ่นไปในตัว | วิธีลดความอ้วน

Email |
|

แตงโม ผลไม้เพื่อสุขภาพ | การดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ

สำหรับสาวคนใดที่ชื่นชอบการรับประทานผลไม้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ในประเทศหรือต่างประเทศ แต่มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่สาวๆ ทั้งหลายไม่ควรพลาด นั่นก็คือ…แตงโม

เนื่องจากในผลแตงโมมีสารสำคัญสีแดงที่มีชื่อว่า ‘ไลโคปีน’ (Lycopene) ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งในเนื้อแตงโมยังมี ‘เบตาแคโรทีน’ (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ รวมถึงยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย

นอกจากนี้เปลือกแตงโมยังมีสาร ‘ซิทรูไลน์’ (Citruline) ที่มีส่วนช่วยขยายเส้นเลือดซึ่งเป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสารนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย สำหรับผู้หญิงคนใดที่ต้องการลดความอ้วน แตงโมอาจกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของคุณได้ เนื่องจากแตงโมมีแคลอรี่ต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่ช่วยป้องกันไข้หวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือจะเป็นโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย

ใครที่เคยเมินเชิดใส่แตงโม ควรรีบเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันกลับมาให้ความสนใจในคุณประโยชน์และรสชาติหวานอร่อยของแตงโมอย่างเต็มที่

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
การออกกำลังกายทำให้แผลหายเร็วขึ้น | การดูแลสุขภาพ

Email |
|

เตรียมออกกำลังสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ | การดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ

ผู้ป่วยโรคหัวใจจะกลับมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นได้ หากรู้วิธีออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ดังนี้

ช่วงเริ่มต้นออกกำลังกาย ควรออกกำลังเบาๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อน และหยุดพักเมื่อรู้สึกเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก เมื่อเคยชินกับการออกกำลังกาย ค่อยๆ เพิ่มเวลาของการออกกำลังกาย จนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องนานอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไป และทำเป็นประจำทุกวัน

ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ และมีความรู้พื้นฐานก่อนออกกำลังกายดังนี้...

1. เตรียมร่างกายให้พร้อมทั้ง warm up และ cool down ก่อนและหลังการออกกำลังกาย

2. ออกกำลังกายเมื่อร่างกายปกติ ถ้าไม่สบาย เช่น มีไข้หรือเป็นหวัด ควรรอให้หายก่อนอย่างน้อย 2 วัน ก่อนกลับไปออกกำลังกาย

3. ไม่ออกกำลังกายทันทีหลังกินอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรรออย่างน้อย 2 ชั่วโมง

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย

5. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแดด หรือใส่เสื้อผ้าที่คับ รัดแน่นจนเกินไป

6. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบที่มีการลงน้ำหนักกระแทก เช่น การกระโดด

7. หยุดออกกำลังกาย และปรึกษาแพทย์ทันที หากพบว่ามีอาการ เหนื่อยมาก หอบ มึนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน

8. ลดเวลาในการออกกำลังกายลง หากรู้สึกเหนื่อยหรือเพลียทั้งวัน

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
ความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในการออกกำลังกาย | การดูแลสุขภาพ

Email |
|

สาวผอมระวังน้ำหวาน | การดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ

ถ้าคิดว่ารูปร่างผอมบางแล้วจะดื่มอะไรก็ได้ คุณคิดผิดแล้วล่ะ

เพราะการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เผยว่า สำหรับผู้หญิงเราแล้ว น้ำหวานทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือน้ำหวานที่มีลักษณะเป็นของว่าง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ โดยไม่เกี่ยวกับน้ำหนักตัว

เพราะจากการเปิดเผยในที่ประชุมของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ ผศ.ระบาดวิทยา คริสติน เซย์ จาก University of Oklahoma Health Science Center ที่ติดตามหญิงสาวกว่า 4,166 คน พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มน้ำหวาน 2 แก้วขึ้นไปต่อวัน จะมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่าผู้หญิงปกติถึง 4 เท่า ทำให้เสี่ยงกับโรคหัวใจและเบาหวานมากขึ้น และยังพบว่าน้ำหนักตัวจะไม่เพิ่ม แต่ไขมันรอบหน้าท้องอาจเพิ่ม และนี่คือหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพหัวใจ

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
3 วิธี การเดิน รักษาความดันโลหิตต่ำ | การดูแลสุขภาพ

Email |
|

กินผักเยอะๆ ลดโอกาสมะเร็งเต้านม | การดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ

การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้เปิดเผยว่า การกินผัก ผลไม้ และถั่ว ร่วมกับการจำกัดอาหารจำพวกเนื้อแดง โซเดียม และคาร์โบไฮเดรตแปรรูป อาจช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมได้

โดยวารสาร American Journal of Epidemiology ตีพิมพ์งานวิจัยจาก ผศ. เทเรซ่า ที ฟังก์ จาก Simmons College ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหญิงสาว 86,000 คนที่ติดตามตลอด 26 ปี พบว่าการกินผักผลไม้ เกี่ยวพันอย่าง มากกับการลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านม โดยผศ. เทเรซ่า ชี้ว่าสาวๆ ที่มีการกินไม่ถูกหลักสุขภาพนัก อาจจะเริ่มจากสิ่งที่ตัวเอง ทำได้ง่ายๆ เช่น เริ่มกินถั่ว ถือเป็นการปรับปรุง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยค่ะ

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
ปัญหาใหญ่เมื่อร่างกายขาดวิตามินดี | การดูแลสุขภาพ

Email |
|

เหงื่อ ความลับสุขภาพดี | การดูแลสุขภาพ

เกี่ยวกับ การดูแลสุขภาพ

เหงื่อ และกลิ่นของเหงื่อ

เหงื่อออก เป็นหนึ่งในกลไกตอบโต้ทางธรรมชาติของร่างกายสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และกับมนุษย์อย่างเราๆ ที่หลายๆ คนคงอยากให้เกิดน้อยที่สุด เนื่องจากผลที่ตามมาคือ นอกจากจะทำให้เหนียวเหนอะหนะไม่สบายตัวแล้ว กลิ่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์สักเท่าไร แถมเหงื่อของบางคนยังมีกลิ่นแรงเป็นพิเศษเสียด้วย ชนิดที่ทำให้คนรอบตัวที่ไม่คุ้นเคยต้องรีบอุดจมูกแล้วเดินหนี เป็นที่น่ารังเกียจเสียด้วยซ้ำ

ความจริงแล้วเหงื่อของคนเรานั้นไม่มีกลิ่นเลย แต่ที่เราได้กลิ่นนั้น คือเหงื่อนั้น เมื่อผสมกันเข้ากับแบคทีเรียบนผิวหนังเส้นขน รวมทั้งกรดไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปนั่นแหละ ทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมาได้

ทั้งนี้ ต่อมเหงื่อ นั้นมีสองประเภท หากเป็นเหงื่อที่ออกทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้านั้นจะมาจากต่อมที่เรียกว่า Eccrine ซึ่งเริ่มผลิตเหงื่อตั้งแต่เรายังเป็นเด็กแรกเกิดกันเลยทีเดียว จึงมักไม่ค่อยมีกลิ่นรุนแรงเท่าเหงื่อที่มาจากต่อม Apocrine ที่อยู่ตรงบริเวณรักแร้และซอกขาใกล้ทวารหนักและอวัยวะเพศ ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และหากส่องดูกันอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่า มีทั้งกรดไขมันและโปรตีนผสมอยู่ ซึ่งทำให้เหงื่อที่ออกมาเป็นสีเหลืองขุ่นเล็กน้อย และมักเห็นเป็นคราบบนเสื้อผ้าได้ง่าย นี่เองจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมบรรดาผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายต่าง ๆ จึงได้พุ่งเป้าหมายการกำจัดกลิ่นไปที่บริเวณรักแร้กันเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ต่อมเหงื่อ ยังมีแทรกอยู่ตามบริเวณรูขุมขน ทั้งบนหนังศรีษะ และตามร่างกายทั่วไปอีกด้วย (พูดได้ว่า ที่ไหนมีขนมาก ที่นั่นมักมีต่อมเหงื่ออยู่มาก) เนื่องจากเหงื่อเป็นของเหลวและมีโพแทสเซียม หากเกิดการเสียดสีอย่างรุนแรงบ่อยๆ จะเกิดการทำลายของชั้นผิวหนัง ขนจึงเป็นทางออกสุดท้ายในการลดแรงเสียดสีดังกล่าว แต่แฟชั่นส่วนใหญ่ของคุณผู้หญิง หากมีการปล่อยขนบริเวณรักแร้ให้เห็น คงดูไม่ดีแน่ๆ

เหงื่อที่ผิดปกติ

บางคนมีเหงื่อออกมากเกินไปจนเป็นที่น่ารำคาญทั้งผู้เป็นและผู้ใกล้เคียง และทำให้เจ้าตัวเกิดความอับอายอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเหงื่อตามฝ่ามือและซอกรักแร้ที่เปียกโชกเป็นวงทั้งวัน สาเหตุนั้นทางการแพทย์เองก็ยังไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามาจากสาเหตุใด แต่อาจมีที่มาดังต่อไปนี้ และสามารถรักษาได้ด้วยการกินยาหรือการผ่าตัด

ความไม่สมดุลของฮอร์โมน เช่น อาการเมโนพอส (Menopause) ในช่วงวัยทอง
ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติซึ่งทำให้ร่างกายผลิตความร้อนได้สูง
ยาที่ใช้บางประเภท
อาหารที่มีกาเฟอีนสูง
ระบบประสาททำงานหนักจนเกินไป

ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ
บร็อคโคลี่มิตรที่ดีของปอด | การดูแลสุขภาพ

About Me

Latest Comments